ภาพกิจกรรม สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเพชรบูรณ์
 ภาพกิจกรรม  









เรื่อง >>  วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2569 ประชุมเร่งด่วนหารือแนวทางและมาตรการความปลอดภัยยกระดับความปลอดภัยสถานศึกษาทั่วประเทศ

รายละเอียด >>  ศธจ.เพชรบูรณ์ ร่วม“ประชุมเร่งด่วนหารือแนวทางและมาตรการความปลอดภัยยกระดับความปลอดภัยสถานศึกษาทั่วประเทศ”>> วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2569 เวลา 14.00 น. นางสาวสุภาพันธ์ุ ทองพยงค์ ศึกษาธิการจังหวัดเพชรบูรณ์ ร่วม “ประชุมหารือแนวทางและมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษา (ผ่านระบบ Zoom meeting)” โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย คณะผู้บริหารระดับสูง หน่วยงานราชการกระทรวงศึกษาธิการทุกสังกัด เข้าร่วมประชุม เพื่อหารือมาตรการป้องกันและการเฝ้าระวังเหตุร้ายในสถานศึกษา ณ ห้องประชุมชั้น 2 สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเพชรบูรณ์ (ผ่านระบบ Zoom meeting ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ) . >>สรุป 9 มาตรการดูแลสถานการณ์–ยกระดับความปลอดภัยสถานศึกษาทั่วประเทศ “ดูแลสุขภาพจิต เข้มคัดกรอง วางแผนเผชิญเหตุ พร้อมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครู–นักเรียน” ของกระทรวงศึกษาธิการ ดังนี้ 1. ดูแลสุขภาพจิตและเปิดช่องทางช่วยเหลือทั่วประเทศ 2. ดูแลเยียวยาโรงเรียนที่เกิดเหตุและผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง 3. ปิดโรงเรียนที่เกิดเหตุชั่วคราว เพื่อบรรเทาภาวะจิตใจเบื้องต้น 4. เปิดพื้นที่ให้ผู้ปกครองเข้าสังเกตการณ์ เพื่อสร้างความมั่นใจ 5. เร่งมาตรการความปลอดภัยระยะสั้น พร้อมเดินหน้ากฎหมายระยะยาว 6. ยกระดับการคัดกรองบุคคลภายนอกก่อนเข้าสถานศึกษา 7. จัดทำแผนป้องกันและรับมือเหตุฉุกเฉิน พร้อมซักซ้อมร่วมกับตำรวจ 8. สื่อสารอย่างรับผิดชอบ ป้องกันพฤติกรรมเลียนแบบ (Copycat Effect) 9. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีในสถานศึกษา . >>โดยแผนระยะสั้น จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับมาตรการเปิดเรียนอย่างปลอดภัยและเยียวยาสุขภาพจิตแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วน 1323 ระบบแชท และนัดหมายพบจิตแพทย์ โดยมีนักจิตวิทยาประจำพื้นที่และเครือข่ายโรงพยาบาล อว. คอยดูแล พร้อมจัดส่งทีมอาสาสมัครสุขภาพจิตลงดูแลนักเรียน ครู และผู้ปกครองเชิงรุก ทั้งยังมีการจัดกิจกรรมวันเปิดเรียนตามมาตรฐานสากล ณ โรงเรียนที่เกิดเหตุ, การปิดห้องเรียนที่เกิดเหตุ, การเปิดพื้นที่ให้ผู้ปกครองเข้าสังเกตการณ์ลูกหลานได้ โดยต้องผ่านการลงทะเบียนเพื่อความปลอดภัย, การเปิดโอกาสให้ครูและนักเรียนที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจย้ายสถานศึกษาตามความเหมาะสม และการตั้งจุดคัดกรองความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดก่อนเข้าโรงเรียน >>ในส่วนของแผนระยะยาว ร่างมาตรฐานความปลอดภัยโรงเรียนแห่งชาติ ภายใน 90 วัน เพื่อเตรียมเสนอ ครม. อนุมัติแผนมาตรฐานความปลอดภัยแห่งชาติเพื่อบังคับใช้ทุกกระทรวง โดยมีแนวทางหลักดังนี้ 1. การตรวจคัดกรองสุขภาพจิตประจำ โดย สพฐ. และกรมสุขภาพจิต ประเมินสุขภาพจิตครูและนักเรียนอย่างสม่ำเสมอ 2. การส่งต่อนักเรียนกลุ่มเสี่ยง เชื่อมโยงระบบคัดกรองไปสู่การรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญอย่างมีประสิทธิภาพ 3. Train the Trainer สำหรับอาจารย์แนะแนว อาจารย์ที่ปรึกษา สามารถคัดกรองสุขภาพจิตนักเรียนและปฐมพยาบาลทางใจเบื้องต้นได้ 4. ช่องทางแจ้งเหตุผ่านศูนย์พิทักษ์สิทธิ (Traffy Fondue) 5. การฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างเคร่งครัดเป็นประจำสม่ำเสมอ การติดตั้งและปรับปรุงระบบ CCTV เพิ่มการเฝ้าระวังความปลอดภัยในจุดเสี่ยง 6. มาตรการ Zero tolerance ไม่เพิกเฉยต่อการกลั่นแกล้งในโรงเรียน พร้อมสร้างความผูกพันอันดีระหว่างครูกับนักเรียน 7. ศธ. เตรียมออกประกาศอย่างเป็นทางการในการตรวจคัดกรองบุคคลภายนอกและสิ่งผิดกฎหมาย 8. ส่งเสริมคุณธรรม และความผูกพันระหว่างครูกับนักเรียน >>รมว.ศธ. กล่าวว่า ในนามกระทรวงศึกษาธิการ ขอแสดงความห่วงใยและเสียใจอย่างลึกซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมให้กำลังใจทุกฝ่ายให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบาก โดยขณะนี้ผมได้นัดประชุมด่วนทั้งแบบออนไซต์และออนไลน์ผ่านระบบ Zoom meeting ในเวลา 14.30 น. ครอบคลุมสถานศึกษาในสังกัด สพฐ., สอศ., สช. (โรงเรียนเอกชน) และ สกร. ทั่วประเทศ เพื่อชี้แจงแนวทางมาตรการความปลอดภัย พร้อมเตรียมประกาศและรายละเอียดมาตรการเข้มงวดเพิ่มเติมโดยเร็ว เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปกครอง ครู และนักเรียน ในส่วนของ รมว.พม. ได้กล่าวว่าจะทำงานร่วมกับ ศธ. โดยยินดีส่งนักสังคมสงเคราะห์และนักจิตวิทยาเข้าร่วมเป็นทีมสนับสนุนการทำงานของกรมสุขภาพจิต และ ศธ. และหากมีการแจ้งเหตุผ่าน สายด่วน พม. 1300 ที่เกี่ยวข้องกับ ศธ. จะมีการประสานงานและส่งต่อข้อมูลร่วมกันผ่านระบบ Traffy Fondue เพื่อแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที ทั้งนี้ พม. เตรียมนำมาตรการความปลอดภัยไปทบทวนและยกระดับในสถานดูแลและสถานรับเลี้ยงเด็กของ พม. ทุกแห่งทั่วประเทศเช่นกัน . >>รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดูแลเด็กและเยาวชนว่า เน้นย้ำการมีส่วนร่วมตั้งแต่ระดับครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และเครือข่ายผู้ปกครองในการสังเกตพฤติกรรมเยาวชน พร้อมต่อยอดกับระบบ HERO OBEC Care ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ที่จะต้องขยายให้ครอบคลุมโรงเรียนมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมโรงเรียน สพฐ.แล้วกว่า 85% เพื่อให้ครูประเมินและช่วยเหลือเด็กกลุ่มเสี่ยงได้ตรงจุด นอกจากนี้ ได้ฝากให้มีการสื่อสารแบบ Two-way Communication เน้นสร้างพื้นที่ปลอดภัยและการสื่อสารแบบสองทาง ให้เด็กมีคนที่ไว้วางใจในการพูดคุยระบายปัญหา แทนการเสพสื่อหรือสื่อสารทางเดียว

 

   อ่าน 6 ครั้ง